ปัจจัยการจัดอันดับ google

ปัจจัยการจัดอันดับ google นั้น มีมากกว่า 200 ปัจจัย แต่ปัจจัยที่ว่านั้น มันคืออะไร? บทความนี้จะกล่าวให้ทราบถึงปัจจัยทั้งหมดที่ Google ใช้ บางอย่างก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผลจริงต่อการทำอันดับ Google บางอย่างก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เราได้รวบรวมทั้งหมดนี้มาไว้ให้คุณแล้วที่นี่ สามารถแบ่งหมวดหมู่ได้ 9 หมวด ดังนี้

ปัจจัยด้านโดเมน

1. อายุของโดเมน: Matt Cutts อดีตหัวหน้าทีม Web Spam ของ Google ได้กล่าวไว้ว่า

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ Google ใช้ อายุของโดเมนเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ไม่ได้สำคัญมากนักนั่นเอง

2. คีย์เวิร์ดที่ปรากฏอยู่ใน Top Level Domain: จริง ๆ การมีคีย์เวิร์ดอยู่ในชื่อโดเมน ไม่ได้ช่วยในการอัพอันดับขึ้นมามากมายนัก แต่ยังคงมีผลต่อ %CTR (Click Through Rate) เนื่องจาก Google ได้ทำการ Highlight คีย์เวิร์ดที่ค้นหาไว้นั่นเอง

3. การใช้คีย์เวิร์ดเป็นชื่อโดเมน: โดเมนที่ขึ้นต้นด้วยคีย์เวิร์ดเป้าหมายนั้น ได้เปรียบโดเมนอื่นที่ไม่มีคีย์เวิร์ดในชื่อโดเมน (หรือมีคีย์เวิร์ดอยู่ส่วนกลาง หรือส่วนท้ายของโดเมน)

4. วันหมดอายุของโดเมน: สิทธิบัตรของ Google กล่าวไว้ว่า:

5. คีย์เวิร์ดที่อยู่ใน Subdomain: ผู้เชี่ยวชาญของ Moz มีความเห็นว่าคีย์เวิร์ด ที่ปรากฏใน subdomain นั้นสามารถทำอันดับให้สูงขึ้นได้

6. ประวัติของโดเมน: เว็บไซต์ที่มีการโอนเปลี่ยนเจ้าของ อาจจะต้องมีการแจ้งทาง Google ให้ทำการรีเซ็ตประวัติ และลบลิงก์เชิงลบที่ชี้มายังโดเมน มิเช่นนั้นแล้ว โทษทัณฑ์ต่าง ๆ ที่เคยมีกับทาง Google มาก่อน อาจส่งต่อมายังเจ้าของใหม่ได้

7. โดเมนที่มีชื่อเหมือนคำค้น (Exact Match Domain): โดเมนชนิดนี้จะช่วยให้คุณได้เปรียบในการทำอันดับ แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพต่ำ ก็เสี่ยงที่จะโดนแบนจาก Google ได้ เนื่องจาก Google ได้ทำการ EMD อัพเดท ในปี 2012

8. Public กับ Private WhoIs: Private WhoIs นั้นอาจส่งสัญญาณบอกเราว่า “มีบางอย่างต้องการปิดบังไว้” Googler Matt Cutts ได้เคยกล่าวไว้:

9. ทำโทษที่ตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของเว็บทั้งหมด: หาก Google จับได้ว่า บุคคลใดก็ตาม มีนิสัยชอบสแปม Google จะทำการทำโทษแบนเว็บไซต์ทั้งหมดที่บุคคลนั้นเป็นเจ้าของ โดยตรวจสอบเว็บไซต์ที่บุคคลนั้นเป็นเจ้าของ จาก Whois

10. นามสกุลลงท้ายโดเมน ที่เป็นสกุลของประเทศนั้น ๆ (Country TLD extension): การที่มี Country Code Top Level Domain (เช่น .th, .cn, .pt, .ca) สามารถช่วยให้อันดับดีขึ้นได้ในประเทศนั้น ๆ แต่ก็มีข้อจำกัดในกรณีที่ต้องการทำอันดับในประเทศอื่น ๆ

ปัจจัยองค์ประกอบของหน้าเว็บ

11. คีย์เวิร์ดใน Title Tag:  ถึงแม้ว่าการมีคีย์เวิร์ดใน Title Tag จะไม่จำเป็นมากขนาดนั้น แต่การที่ title tag มีคีย์เวิร์ดที่สำคัญก็เป็นสัญญาณที่ดีในการทำ on-page SEO

12. Title Tag ที่เริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด: จากรายงานของ Moz ทำให้เราทราบว่า title tags ที่เริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดนั้น มีส่วนช่วยให้อันดับที่ดีกว่าการมีคีย์เวิร์ดอยู่ส่วนท้ายของ title tag

13. คีย์เวิร์ดอยู่ใน Description Tag: Google นั้น ไม่ใช้ meta description tag ในการจัดอันดับแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม description tag นั้น อาจส่งผลต่อ %CTR ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการจัดอันดับ

14. คีย์เวิร์ดอยู่ใน H1 Tag: H1 tags หรืออีกความหมายหนึ่งคือ “second title tag” เช่นเดียวกันกับ title tag Google ใช้ H1 tag เป็นสัญญาณหนึ่งในการให้ความสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหา

15. TF-IDF: หรือสั้น ๆ คือ “มีคำคำนั้นปรากฏอยู่ในบทความมากแค่ไหน?” คำใดก็ตามที่พบบ่อยในหน้าเพจ อาจแปลความหมายได้ว่า เพจนั้น น่าจะสอดคล้องกับคำคำนั้น ซึ่ง Google มีวิธีในการค้นหา TF-IDF ที่แม่นยำและซับซ้อน

16. ความยาวของเนื้อหา: เนื้อหาที่ดี และมีคำมากกว่า สามารถให้รายละเอียดได้มากกว่า และส่งผลดีมากกว่าเนื้อหาที่สั้น จากงานศึกษาพบว่า ความยาวของเนื้อหามีผลโดยตรงต่ออันดับในหน้า Google

17. สารบัญ: การมีตารางลิงก์สารบัญจะช่วยให้ Google เข้าใจหน้าเพจของคุณได้ง่ายขึ้น มีเพจนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งมีผลคล้ายกับการจัดทำ sitelinks

18. ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด: ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับเมื่อก่อน แต่ Google อาจใช้มันในการบอกถึงหัวข้อของเว็บไซต์ แต่การมีมากจนเกินไปอาจทำให้ถูกแบนได้

19. Latent Semantic Indexing Keywords ในเนื้อหา(LSI): LSI คีย์เวิร์ด ช่วยให้ search engines สามารถบอกความหมายที่แท้จริงของคำนั้น ๆ เช่นคำที่มีมากกว่า 1 ความหมาย (ยกตัวอย่าง Apple ที่เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ กับ Apple ที่เป็นผลไม้) การมี LSI อยู่ในเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเนื้อหานั้น ๆ

20. LSI คีย์เวิร์ดในส่วนของ Title และ Description Tags:  LSI ในส่วนของ meta tags จะช่วยให้ Google มองเห็นถึงความหมายในคำที่มีหลายความหมาย และมีส่วนช่วยให้อันดับดีขึ้น

21. เนื้อหาเชิงลึกหลายหน้าครอบคลุม: มีความสัมพันธ์ชัดเจน สำหรับความลึกของเนื้อหากับอันดับ Google ดังนั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเชิงลึกครอบคลุมทุกแง่มุมและมีหลายหน้า หลายบทความ จะได้เปรียบในการทำอันดับมากกว่าเพจที่กล่าวถึงเนื้อหานั้นเพียงหน้าเดียว หรือเพียงบางส่วน

22. ความเร็วในการโหลดเพจผ่าน HTML: ทั้ง Google และ Bing นั้น ใช้ความเร็วในการโหลดเพจ เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับ Search engine spiders สามารถคาดการณ์ความเร็วเว็บไซต์ของคุณได้อย่างแม่นยำจาก HTML code บนหน้าเพจคุณ

23.ความเร็วในการโหลดเพจ ผ่าน Chrome: Google อาจใช้ข้อมูลผู้ใช้ Chrome เพื่อช่วยในการโหลดเพจให้เร็วยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่า Google สามารถวัดความเร็วในการโหลดเพจผ่าน Chrome ได้นั่นเอง

24. มีการใช้ AMP: ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการจัดอันดับ แต่ AMP อาจมีผลต่อการทำอันดับในหมวดของ mobile version ของ Google News

25. ระดับความสัมพันธ์กับคำค้น: คำถามคือเนื้อหาเพจนั้นมีความสัมพันธ์อย่างโดดเด่นกับคำที่ถูกค้นหาหรือไม่? ถ้าใช่ เพจนั้นก็จะได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่า สำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

26. Google Hummingbird: หลังจากมีการอัพเดท Google Hummingbird Google ก็สามารถเข้าใจคีย์เวิร์ดมากขึ้น และเข้าใจถึงเนื้อหาของเพจได้มากขึ้นด้วย

27. เนื้อหาที่ซ้ำซ้อน (Duplicate Content): การที่เรามีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนภายในเว็บไซต์นั้น ไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด และจะส่งผลเสียต่อการมองเห็นจาก Search engines

28. Rel=Canonical: หากใช้งานอย่างถูกต้อง จะช่วยป้องกันการแบนจาก Google ในเรื่องของการมีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนได้เป็นอย่างดี

29. การปรับปรุงคุณภาพของรูปภาพ: รูปภาพนั้นส่งสัญญาณอย่างชัดเจนให้กับ search engines ผ่านทางชื่อไฟล์, alt text, title, description และ caption ดูวิธีปรับปรุงคุณภาพของรูปภาพ

30. ความสดใหม่ของเนื้อหา: หลังจากที่ Google ได้ทำการอัพเดท Google Caffeine เนื้อหาที่ตีพิมใหม่ ข้อมูลที่ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นหาที่เป็น time-sensitive, Google ให้ความสำคัญสำหรับปัจจัยนี้เป็นอย่างมาก โดยในหน้าค้นหาปัจจุบัน Google ได้แสดงวันที่ ที่หน้าเพจนั้นตีพิมไว้ด้วย

31. ปริมาณของเนื้อหาที่อัพเดท: ไม่เพียงแต่การแก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้ใหม่อยู่เสมอเท่านั้น การเพิ่ม หรือลบเนื้อหาเป็นส่วน ๆ ชัดเจน มีผลมากกว่าการสลับเนื้อหาไปมาหรือแก้คำที่สะกดผิดสองสามคำ

32. ประวัติการอัพเดทเพจ: เพจนั้นได้รับการอัพเดทบ่อยแค่ไหน รายวัน รายสัปดาห์ หรือทุก ๆ 5 ปี ยิ่งอัพเดทบ่อยมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เนื้อหามีความสดใหม่มากขึ้นเท่านั้น

33. การให้ความสำคัญของคีย์เวิร์ด: การที่คีย์เวิร์ดปรากฏอยู่ใน 100 คำแรกของหน้าเพจ มีความสัมพันธ์กับอันดับ Google

34. คีย์เวิร์ดในส่วนของ H2, H3 Tags: การมีคีย์เวิร์ดในส่วนของหัวข้อรอง H2 หรือ H3 อาจส่งสัญญาณอ่อน ๆ บอกถึงความสัมพันธ์ในเนื้อหา John Mueller จากทีม Google ได้กล่าวเอาไว้

35. คุณภาพของลิงก์ที่ถูกส่งออกไปภายนอก: นักทำ SEO มืออาชีพให้ความสำคัญกับลิงก์ที่ส่งออกไปภายนอก ว่าเป็นการส่งสัญญาณบอก Google เป็นนัย ๆ ความเชื่อนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผล ในปัจจุบัน

36. ธีมของเว็บไซต์ที่เราส่งออกไป: จากการอัพเดท The Hillop Algorithm ของ Google สามารถตรวจสอบได้ว่าเนื้อหาของเพจที่คุณลิงก์ออกไปนั้น มีความสัมพันธ์กับเนื้อหามากแค่ไหน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีเพจเกี่ยวกับรถยนต์ แต่กลับลิงก์ออกไปยังเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภาพยนตร์ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณบอก Google ว่า เพจของคุณนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับภาพยนตร์เกี่ยวกับรถยนต์ ไม่ใช่เพจที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์โดยตรง

37. ไวยากรณ์และการสะกดคำ: การมีเนื้อหาที่ถูกหลักไวยากรณ์ และสะกดถูกต้อง แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเว็บไซต์ Matt Cutts ได้เคยกล่าวถึงความสำคัญนี้เมื่อหลายปีก่อน

38. เนื้อหานั้นไม่เคยมีการตีพิมมาก่อน (Syndicated Content): เนื้อหาในเพจของคุณนั้น เป็นต้นฉบับไม่เคยมีการตีพิมมาก่อนหรือไม่? หากเนื้อหาของคุณไม่ใช่ต้นฉบับ หากแต่ว่าไม่ก๊อปปี้เค้ามา การทำอันดับก็จะได้ไม่ดี หรือแย่ไปกว่านั้น อาจไม่ได้รับการจัดอันดับใด ๆ เลย

39. เป็นมิตรต่อการอ่านบนมือถือ (Mobile Friendly): เป็นอัลกอริทึมอัพเดทของ Google เมื่อหลายปีก่อน จะให้คะแนนเว็บที่ได้รับการพัฒนาให้อ่านง่ายบนอุปกรณ์มือถือมากกว่า

40. ใช้งานง่ายบนมือถือ (Mobile Usability): เว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายบนมือถือ จะได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าหากผู้ใช้ทำการค้นหาบนอุปกรณ์มือถือ “Mobile-first Index”

41. “เนื้อหาที่ซ่อนไว้” ไม่แสดงบนอุปกรณ์มือถือ: เนื้อหาที่ซ่อนไว้ไม่แสดงบนอุปกรณ์มือถือ จะไม่ได้รับการประเมินจาก Google (หรืออาจได้รับการประเมินเพียงเล็กน้อย) เมื่อเทียบกับเนื้อหาฉบับเต็ม อยากไรก็ตาม Google ได้ออกมาประกาศว่า การซ่อนเนื้อหาไว้ไม่แสดงบนอุปกรณ์มือถือนั้น เป็นที่ยอมรับได้ แต่ได้กล่าวในการประกาศครั้งเดียวกันนั้นว่า “…ถ้ามันเป็นเนื้อหาส่วนที่สำคัญ มันควรจะมองเห็นได้นะ…”

42. เนื้อหาช่วยเหลือ “Supplementary Content”: จากเอกสารตีพิมของ Google Google Rater Guidelines Document, การมีเนื้อหาช่วยเหลือในเพจ เป็นตัวชี้วัดว่าเพจนั้นมีคุณภาพ (และส่งผลต่อการทำอันดับ Google) ตัวอย่างเช่น การมีเครื่องแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือการมีเครื่องคำนวณดอกเบี้ยต่าง ๆ

43. เนื้อหาที่ซ่อนอยู่ใน Tabs: ผู้ใช้จำเป็นต้องคลิ๊กบน Tab เพื่ออ่านเนื้อหาที่ซ่อนอยู่หรือไม่? ถ้ามี Google ได้กล่าวไว้ว่า เนื้อหาส่วนนี้ “อาจจะไม่ได้รับการพิจารณา”

44. ปริมาณลิงก์ที่ส่งออกไปภายนอก: หากมีลิงก์ที่ส่งออกไปภายนอก (dofollow) มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อการทำอันดับ

45. สื่อมัลติมีเดีย: การที่เนื้อหานั้น ประกอบด้วยภาย วิดิโอ และสื่อต่าง ๆ เป็นสัญญาณบอกว่าเนื้อหานั้น มีคุณภาพดี และมีกรณีศึกษาพบว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ กับการทำอันดับ

46. จำนวนลิงก์ภายในที่ชี้มายังเพจ: จำนวนของลิงก์ภายใน เป็นตัวบอกถึงระดับความสำคัญระหว่างเพจนั้น กับเพจอื่น ๆ ภายในเว็บ

47. คุณภาพของลิงก์ภายในที่ชี้มายังเพจ: ลิงก์ภายในจากเพจที่มีคุณภาพนั้น มีผลต่อการทำอันดับมากกว่าลิงก์ที่มาจากเพจที่ไม่มี PageRank

48. ลิงก์เสีย (Broken Links): การมีลิงก์ที่เสียอยู่ในเพจมากจนเกินไป ส่งสัญญาณให้เห็นว่า เพจนั้น ไม่ได้รับการดูแล หรือกำลังจะถูกทิ้ง Google ใช้ปัจจัยนี้ในการให้คะแนนคุณภาพของเพจ

49. ระดับความยากง่ายในการอ่าน: Google นั้นประเมินความยากง่ายในการอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ ในความเป็นจริงแล้ว Google เคยให้คะแนนระดับความยากง่ายในการอ่านเอาไว้ด้วย

แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น บ้างก็ว่า การทำให้เนื้อหามีความเรียบง่ายที่สุด จะช่วยให้ทำอันดับได้ดีกว่า แต่บ้างก็โต้แย้งว่าการทำให้เนื้อหาเรียบง่ายนั้น น่าเบื่ออย่างกับการอ่านสารานุกรม

50. ลิงก์ Affiliate ต่าง ๆ: ลิงก์ Affiliate นั้น โดยตัวของมันเองแล้ว จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อการจัดอันดับของคุณเลย แต่ถ้าคุณมีมากจนเกินไป Google อาจพิจารณาถึงคุณภาพเว็บไซต์ของคุณ และตรวจสอบว่าคุณไม่ได้เป็นเว็บไซต์ affiliate ที่ชอบโฆษณาอย่างเดียว

51. HTML errors/W3C validation: การที่เว็บไซต์เรามี HTML errors มากเกินไป ส่งสัญญาณให้เห็นว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ ในทางตรงกันข้าม เว็บไซต์ที่มีโค้ดที่ดี ก็จะถูกมองว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ

52. Domain Authority: ถ้าปัจจัยตัวอื่น ๆ เท่าเทียมกันทั้งหมด เพจที่มี Domain Authority สูงกว่า จะทำอันดับได้ดีกว่าเสมอ

53. PageRank ของหน้า: อาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง แต่เพจที่มีลิงก์ที่ดีเข้ามามากกว่า มีแนมโน้มที่จะทำอันดับได้ดีกว่าเพจที่ไม่มีลิงก์ชี้มา หรือมีน้อย

54. ความยาวของ URL: URL ที่มีความยาวมากจนเกินไป อาจส่งผลเสียทำให้ search engine หาไม่เจอ จากกรณีศึกษาพบว่า URL ที่สั้นมีแนวโน้มที่จะทำอันดับได้ดีกว่าในหน้าค้นหา Google

55. ส่วนของ URL: เพจที่มีส่วนใกล้กับหน้าหลักมากกว่า จะได้รับ authority มากกว่าเพจที่อยู่ลึกใน subcategories ในโครงสร้างเว็บไซต์

56. ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขเนื้อหาได้ (Human Editors): ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการยืนยันชัดเจน แต่ Google ได้ออกสิทธิบัติเกี่ยวกับระบบที่อนุญาตให้ผู้ใช้ทำการแก้ไขเนื้อหาได้ และส่งผลต่อ SERPs

57. หมวดหมู่ของเพจ (Page Category): หมวดหมู่ของเพจนั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจน หน้าเพจที่มีส่วนที่ใกล้เคียงกับหมวดหมู่ จะได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าหน้าเพจที่อยู่ผิดหมวด

58. WordPress Tags: Tags คือสัญญาณที่เฉพาะเจาะจงใน WordPress จากรายงานของ Yoast.com:

59. คีย์เวิร์ดใน URL: ก็มีความสัมพันธ์กับการจัดอันดับ ถึงแม้ว่า Google จะบอกว่า “เป็นปัจจัยเล็ก ๆ” แต่ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งอยู่ดี

60. URL String: หมวดหมู่ย่อยที่แสดงใน URL string นั้น Google สามารถมองเห็นได้ และเป็นตัวบ่งบอกว่าเพจนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร:

61. การอ้างอิงและแหล่งที่มา: การอ้างอิงถึงแหล่งที่มี ลักษณะคล้ายงานวิจัย แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของบทความ จากคู่มือ The Google Quality Guidelines แสดงให้เห็นว่า ผู้ตรวจทานควรตรวจถึงแหล่งที่มาด้วย เวลาที่ตรวจเพจ “นี้เป็นหัวข้อที่ว่า แหล่งที่มาของข้อมูลนั้น มีความสำคัญ …” อย่างไรก็ตาม Google ได้ออกมาปฏิเสธว่า Google ไม่ได้ใช้ลิงก์ภายนอกเหล่านั้นเป็นปัจจัยในการจัดอันดับ

62. หัวข้อต่าง ๆ และลำดับตัวเลข: ลำดับตัวเลข หรือ Bullets ต่าง ๆ ช่วยแบ่งเนื้อหาให้ง่ายต่อผู้อ่าน และทำให้ง่ายต่อการค้นหา ซึ่ง Google เห็นด้วย และให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีหัวข้อ และมีตัวเลขเป็นข้อ ๆ

63. ระดับความสำคัญของหน้าเพจนั้นใน Sitemap: Google สามารถตรวจสอบได้จาก sitemap.xml ซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับ

64. มีลิงก์ออกไปภายนอกมากจนเกินไป: จากเอกสารคุณภาพของเพจโดย Google:

65. ปริมาณของคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่เพจนั้นต้องการทำอันดับ: ถ้าหน้าเพจนั้นมีคีย์เวิร์ดหลายคำ อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าเพจนั้นเป็นเพจที่มีคุณภาพ

66. อายุของเพจ: ถึงแม้ว่า Google จะชอบเนื้อหาที่สดใหม่ เพจที่มีอายุมากกว่าและมีการอัพเดทสม่ำเสมอนั้น จะทำอันดับได้ดีกว่าเพจที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่

67. มีรูปแบบที่ใช้งานง่าย: ตัดมาจากบทความ the Google Quality Guidelines Document อีกครั้ง:

68. Parked Domains: จากการอัพเดทของ Google ในเดือนธันวาคม 2011 Google ได้ลดความสำคัญของโดเมนที่ฝากแปะเอาไว้ และไม่มีพื้นที่โฮสของตัวเอง

69. เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ (Useful Content): Google ได้มีการแยกแยะระหว่าง “คุณภาพ” และ “ประโยชน์” ของเนื้อหา

ปัจจัยด้านเว็บไซต์

70. เนื้อหาที่นำเสนอนั้นต้องมีคุณค่า และมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร: Google ได้กล่าวไว้ว่า Google มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำโทษแบนเว็บไซต์ที่ไม่ได้นำเสนออะไรใหม่ ๆ เลย นอกเสียจากทำตัวเป็นเว็บ affiliate แบบคร่าว ๆ

71. หน้าติดต่อเรา (Contact Us): จากที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วใน The Google Quality Document ว่า Google ชอบเว็บไซต์ที่มีข้อมูลการติดต่อที่เหมาะสม และเพียงพอ และมีโบนัสให้สำหรับรายละเอียดหน้าติดต่อเรา ที่เหมือนกับที่ให้ไว้กับ whois

72. Domain Trust/TrustRank: นักทำ SEOs เชื่อว่า “TrustRank” นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการทำอันดับ และจากสิทธิบัติของ Google เรื่อง “Search result ranking based on trust” ดูเหมือนจะสนับสนุนความคิดนี้ได้เป็นอย่างดี

73. สถาปัตยกรรมภายในเว็บไซต์ (Site Architecture): เว็บไซต์ที่มีสถาปัตยกรรมโครงสร้างที่ดีกว่า (เช่น silo structure) จะช่วยให้ Google จัดการกับเนื้อหาของคุณได้ง่าย และช่วยให้ Googlebot เข้าถึง และสร้างดัชนีเว็บไซต์ของคุณได้ง่าย

74. การอัพเดทเว็บไซต์: นักทำ SEOs เชื่อว่า เว็บไซต์ที่อัพเดทบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในเว็บไซต์เป็นปัจจัยให้เว็บไซต์มีความสดใหม่ ถึงแม้ว่า Google ได้ออกมาปฏิเสธ  เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าพวกเขาใช้ “ความถี่ในการตีพิมบทความ” เข้าไปในอัลกอริทึมจัดอันดับ

75. การมี Sitemap: Sitemap นั้น ช่วยให้ Search engines จัดทำดัชนีเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายกว่า และลึกซึ้ง ถูกต้องมากกว่า และช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นของ Search engines

76. Site Uptime: การที่เว็บไซต์ของคุณอยู่ในโหมด site maintenance หรือไม่ก็ server มีปัญหา หรือมี downtimes เป็นจำนวนมากนั้น ส่งผลเสียต่ออันดับของคุณ (และอาจทำให้ยกเลิกการจัดอันดับไปเลย ถ้ามีข้อผิดพลาด)

77. ตำแหน่งที่ตั้งของ Server: ตำแหน่งที่ตั้งของ Server นั้น ส่งผลกับว่าคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณนั้น ทำอันดับได้ดีในพื้นที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นหาตามพื้นที่

78. SSL Certificate: Google ยืนยันว่า การใช้ HTTPS นั้นเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำอันดับ

จาก Google สรุปได้ว่า หากเว็บไซต์เหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ HTTPS กับ HTTP, HTTPS จะทำอันดับได้ดีกว่า

79. ข้อกำหนดการให้บริการ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว: สองหน้านี้จะช่วยบอก Google ว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณค่า และน่าเชื่อถือได้ ในโลกอินเตอร์เน็ต

80. เนื้อหา Meta Information ที่ซ้ำซ้อน ในหลายหน้าเพจ: การมีเนื้อหา meta information ที่ซ้ำซ้อนในหลายหน้าเพจจะทำให้การมองเห็นจาก search engines ลดลง ในทางปฏิบัติ the Search Console จะเตือนคุณ หากคุณมีส่วนนี้ซ้ำมากจนเกินไป

81. Breadcrumb Navigation: เป็นรูปแบบที่เป็นมิตรต่อผู้อ่าน และแสดงถึงโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีและช่วยให้ผู้อ่านใช้งานเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น (รวมถึง search engines) ทำให้รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของเว็บไซต์แล้ว

Google ได้กล่าวไว้ว่า: “การค้นหาใน Google นั้น ใช้ breadcrumb เป็นตัวอ้างอิงถึงเนื้อหาภายในเว็บ และจัดหมวดหมู่ข้อมูลในหน้าผลการค้นหาของ Google”

82. Mobile Optimized: ปัจจุบันผลการค้นหามากกว่าครึ่ง มาจากอุปกรณ์มือถือ Google ต้องการที่จะให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีบนอุปกรณ์มือถือของผู้ใช้ทุกคน จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ Google ได้มีการทำโทษเว็บไซต์ที่ไม่เป็นมิตรกับอุปกรณ์มือถือ

83. YouTube: ไม่ต้องสงสัยว่าวิดีโอ YouTube นั้น ได้รับ priority จาก Google ในการแสดงผลในหน้าค้นหาของ Google (อาจเป็นเพราะว่า Google เป็นเจ้าของ YouTube)

ในความเป็นจริง Search Engine Land พบว่า traffic จาก YouTube.com นั้น เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่มีการอัพเดท Google Panda

84. ความง่ายต่อการใช้งานเว็บไซต์: เว็บไซต์ที่ยากต่อการใช้งาน หรือค้นหาสิ่งต่าง ๆ บนเว็บ ส่งผลเสียทางอ้อมต่อการทำอันดับ โดยการลด time on site ของผู้เยี่ยมชม และเพิ่มอัตราการตีกลับ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ เป็นปัจจัยในการทำอันดับ RankBrain

85. การใช้งาน Google Analytics และ Google Search Console: บ้างก็คิดว่า การติดตั้ง 2 โปรแกรมนี้เข้าไปในเว็บไซต์จะช่วยเพิ่มดัชนีการค้นหาเว็บไซต์ ซึ่งอาจจะมีผลโดยตรงต่อการทำอันดับ โดยการที่เราให้ข้อมูลกับ Google เพิ่มเติม ทำให้ Google ทำงานได้ง่ายขึ้น (เช่น accurate bounce rate หรือจำนวน traffic ที่ได้มาจาก backlinks และอื่น ๆ) อย่างไรก็ตาม Google ได้ออกมาปฏิเสธว่า พวกเขาไม่ได้ใช้ปัจจัย 2 โปรแกรมนี้ในการจัดอันดับ

86. จำนวน reviews และชื่อเสียงของเว็บไซต์: เว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงเช่น Yelp.com นั้นมีส่วนสำคัญในอัลกอริทึมของ Google โดย Google ถึงกับออกมาแสดงความเห็นว่า พวกเขาไม่ทราบเหมือนกันว่า Yelp ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแสดงรีวิวของลูกค้า

87. อายุของโดเมนที่ลิงก์มา: Backlinks ที่มาจากโดเมนที่มีอายุจะมีพลังมากกว่า backlinks ที่มาจากโดเมนที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่

88. จำนวนของลิงก์ที่อ้างอิงมา: จำนวนของลิงก์ที่อ้างอิงมาจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของ Google คุณอาจเห็นได้จากกราฟกรณีศึกษาด้านล่าง จาก 1 ล้าน การค้นหาใน Google

89. จำนวนของลิงก์ที่มาจาก C-Class IPs อื่น: ลิงก์ที่มาจาก class-c IP addresses อื่น จะช่วยให้ความหลากหลายของลิงก์ที่ลิงก์มาหาคุณมากขึ้น และช่วยให้อันดับดีขึ้น

90. จำนวนของเพจที่ลิงก์: จำนวนรวมของเพจที่ลิงก์ แม้จะมาจากโดเมนเดียวกัน ก็มีผลต่อการจัดอันดับ

91. Backlink Anchor Text: ตามที่ได้กล่าวไว้ในอัลกอริทึมดั้งเดิมของ Google

เป็นที่น่าสังเกตว่า anchor text ในปัจจุบันนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าเมื่อก่อน (และ ถ้าจงใจทำให้มีความสำคัญมากจนเกินไป “over-optimized” จะกลายเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเป็นสแปม) แต่ anchor text ที่มีคีย์เวิร์ดสำคัญอยู่มาก ก็ยังให้สัญญาณที่ดีกว่าเพจที่มี anchor text จำนวนน้อย

92. Alt Text (สำหรับลิงก์รูปภาพ): Alt text นั้นทำหน้าที่คล้ายกับ anchor text สำหรับรูปภาพ

93. ลิงก์จากโดเมน .edu หรือ .gov: Matt Cutts ได้กล่าวเอาไว้ว่า TLD นั้นไม่ใช่ปัจจัยที่บ่งบองถึงความสำคัญของเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจเลี่ยงที่จะคิดได้ว่า เว็บไซต์ที่มีลิงก์มาจาก .gov และ .edu นั้นมีความพิเศษบางอย่าง

94. Authority ของเพจที่ลิงก์มา: Authority (PageRank) ของเพจที่อ้างอิงมา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญตั้งแต่สมัยก่อน จนถึงทุกวันนี้

95. Authority ของโดเมนที่ลิงก์มา: โดเมนที่อ้างอิงมามีส่วนสำคัญในการเพิ่มคุณค่าของเพจ

96. ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์คู่แข่ง: ลิงก์จากเพจอื่น ๆ ที่มาจากหน้า SERP เดียวกัน อาจมีค่ามากในการทำอันดับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

97. ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ Google คาดไว้ “Expected” Websites: ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการยืนยัน แต่นักทำ SEO หลายคนเชื่อว่า Google จะยังไม่เชื่อถือเว็บของคุณ จนกว่าคุณจะได้รับลิงก์ จากเว็บที่ Google คาดหวังไว้ ในอุตสาหกรรมเดียวกับคุณ

98. ลิงก์จากเว็บคุณภาพต่ำ (Bad Neighborhoods): ลิงก์ที่มีจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำต่าง ๆ เป็นผลเสียต่อเว็บคุณ

99. โพสต์จากผู้เยี่ยมชม (Guest Posts): ถึงแม้ว่าโพสต์ หรือความเห็นต่าง ๆ จากผู้ชมจะมีค่า แต่ก็ไม่เท่าเนื้อหาหลักของผู้เขียน (นอกจากนี้ การที่มีความเห็นจากผู้เยี่ยมชมมากจนเกินไปยังทำให้เว็บไซต์ของคุณเกิดปัญหาได้)

100. ลิงก์จากโฆษณา: ตามที่ Google ได้กล่าไว้แล้ว ลิงก์ที่มีจากโฆษณาจะเป็นชนิด no followed อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Google จะสามารถแยกและคัดกรองลิงก์ followed ที่มาจากโฆษณาได้

101. Homepage Authority: ลิงก์ที่มาจาก homepage จะมีความสำคัญมากกว่า และมีน้ำหนักมากกว่าลิงก์จากเพจอื่น

102. ลิงก์ Nofollow: เป็นหัวข้อที่มีการโต้แย้งกันมากในเรื่องของ SEO Google ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า

ซึ่งหมายความเป็นนัยว่า Google ตามออกไปในบางกรณี  อย่างน้อยก็มีหลุดไปบ้าง การมีจำนวน % nofollow links อาจเป็นตัวชี้วัดได้ถึงความเป็นธรรมชาติของ link profile

103. ความหลากหลายของชนิดของลิงก์: การมีลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติในเพจมากจนเกินไป หรือจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง (เช่น จาก forum หรือจากความคิดเห็นในบทความ) อาจเป็นสัญญาณสื่อถึง webspam หรือในทางกลับกัน ลิงก์ที่มาจากแหล่งต่าง ๆ หลายแหล่ง แสดงถึงความเป็นธรรมชาติของ link profile

104. “Sponsored Links” หรือลิงก์โฆษณาที่อยู่รอบ ๆ: คำพูดต่าง ๆ เช่น “โฆษณา”, “link partners” และ “ลิงก์โฆษณา” อาจลดคุณค่าของลิงก์นั้นลง

105. ลิงก์เนื้อหา (Contextual Links): ลิงก์ที่ฝังอยู่ในหน้าเพจที่มีเนื้อหา จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นลิงก์ที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับลิงก์ที่อยู่ในหน้าว่าง ๆ หรืออยู่ส่วนอื่น ๆ ของเพจ

106. ลิงก์ที่มาจาก 301 Redirect: Backlinks ที่มาจาก 301 redirects จะทำให้คุณค่าของเพจนั้นลดลงตามที่กล่าวใน Webmaster Help Video

107. ลิงก์ภายในแบบ Anchor Text: ลิงก์ภายในแบบ anchor text เป็นอีกวิธีที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ถึงแม้ว่าลิงก์ภายในจะมีคุณค่าน้อยกว่าลิงก์ anchor text ที่มาจากภายนอกเว็บไซต์ก็ตาม

108. Link Title Attribution: ลิงก์ชื่อเรื่อง (คำที่ปรากฏเมื่อเอาเม๊าส์ไปวางบนลิงก์) อาจส่งสัญญาณเล็กน้อย แสดงถึงความสัมพันธ์

109. Top Level Domain ของประเทศ: การที่เราได้ลิงก์จากเว็บที่มีสกุลของประเทศ (.th, .cn, .co.uk) อาจช่วยให้คุณทำอันดับได้ดีขึ้นในประเทศนั้น ๆ

110. ตำแหน่งของลิงก์ในเนื้อหา: ลิงก์ที่อยู่ในตำแหน่งส่วนต้นของเนื้อหา อาจได้รับความสำคัญมากกว่าลิงก์ที่อยู่ส่วนท้ายของเนื้อหา

111. ตำแหน่งของลิงก์ในหน้าเพจ: ตำแหน่งของลิงก์ในหน้าเพจนั้น มีความสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว ลิงก์ที่ถูกฝังอยู่ในหน้าเพจนั้น มีพลังมากกว่าลิงก์ที่อยู่ในส่วนของ footer หรือ sidebar

112. ลิงก์จากเว็บไซต์ที่คล้ายกัน: ลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน จะมีพลังมากกว่าลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ เลย

113. ความสัมพันธ์ระดับเพจ: ลิงก์จากเพจที่มีความสัมพันธ์กัน จะมีพลังมากกว่า

114. คีย์เวิร์ดในส่วนชื่อเรื่อง: Google ให้ความสำคัญเป็นพิเศษจากลิงก์ที่มาจากเพจที่ชื่อเรื่องมีลิงก์ของคุณฝังอยู่ (“Experts linking to experts”.)

115. อัตราการได้รับลิงก์ที่ดี (Positive Link Velocity): เว็บไซต์ที่ได้รับลิงก์ที่ดี ในอัตราที่เพิ่มขึ้น มักจะได้รับอันดับที่ดีขึ้น และช่วยให้เว็บคุณมีผู้ชมมากขึ้นด้วย

116. อัตราการได้รับลิงก์ที่ไม่ดี: ในทางกลับกัน หากคุณได้รับลิงก์ที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้อันดับลดลง และผู้ชมน้อยลงตามไปด้วย

117. ลิงก์ที่มาจาก “Hub” ต่าง ๆ: จากรายงานของ The Hilltop Algorithm ชี้ให้เห็นว่า การได้รับลิงก์จากเว็บที่เป็น Hub ต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือ เช่น Yahoo, DMOZ หรือเว็บไซต์มหาวิทยาลัย หรือสถาบันต่าง ๆ นั้น จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

118. ลิงก์จาก Authority Sites: ลิงก์ที่มาจาก “authority site” จะได้รับคะแนนมากกว่าลิงก์ที่มาจากเว็บที่ไม่มีชื่อเสียง หรือเว็บเล็ก ๆ ไม่เป็นที่รู้จัก

119. ลิงก์ที่มาจาก Wikipedia: ถึงแม้ว่าจะเป็นชนิด nofollow แต่นักทำ SEO หลายคนคิดว่า การได้รับลิงก์จาก Wikipedia จะช่วยให้เว็บของคุณ มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในมุมมองของ search engines

120. คำ ที่อยู่รอบ ๆ backlinks: คำ ที่อยู่รอบ ๆ backlinks จะช่วยบอก Google ว่า เพจนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

121. อายุของ Backlink: จากสิทธิบัตรของ Google, ลิงก์ที่มีอายุมาก จะมีพลังมากกว่าลิงก์ที่เกิดขึ้นใหม่

122. ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์จริง เทียบกับกับ Spam Blogs: จากการที่เครือข่ายบทความมีขนาดที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก Google อาจเลือกที่จะให้ความสำคัญจากลิงก์มีมากจาก “real sites” เว็บไซต์จริง มากกว่า fake blogs โดย Google เลือกใช้ brand และ การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นตัวคัดแยกความแตกต่าง

123. ความเป็นธรรมชาติของ Link Profile: เว็บไซต์ที่มีความเป็นธรรมชาติของ link profile มากกว่า และอัพเดทบ่อยกว่าจะได้รับอันดับที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับลิงก์ที่ใช้เทคนิคสายดำในการสร้างขึ้น

124. การแลกเปลี่ยนลิงก์ซึ่งกันและกัน: Google’s Link Schemes ได้กล่าวไว้ว่า “การมีการแลกเปลี่ยนลิงก์กันมากเกินไป” เป็นแนวทางที่ควรหลีกเลี่ยง

125. ลิงก์ที่ผู้เยี่ยมชมสร้างขึ้น: Google สามารถแยกความแตกต่างระหว่าง ลิงก์ที่ผู้เยี่ยมชมสร้าง กับเนื้อหาที่สร้างโดยเจ้าของเว็บไซต์ เช่น ความแตกต่างระหว่างลิงก์จากบทความใน WordPress.com แตกต่างกับลิงก์จาก example.wordpress.com

126. ลิงก์จาก 301: ลิงก์ที่มาจาก 301 redirects อาจมีค่าน้อยกว่าลิงก์ปกติ อย่างไรก็ตาม Matt Cutts ได้กล่าวไว้ว่า ลิงก์จาก 301 นั้นคล้ายกันกับลิงก์ปกติ

127. การใช้งาน Schema.org: เพจที่สนับสนุน microformat ต่าง ๆ อาจทำอันดับได้ดีกว่าเพจที่ไม่มี ซึ่งการที่มี microformat อาจมีผลช่วยให้ %CTR สูงขึ้นในหน้า SERP

128. TrustRank ของเว็บไซต์ที่ลิงก์มา: ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ที่ลิงก์มา จะมีการส่งผ่าน “TrustRank” มายังเว็บคุณด้วย

129. จำนวนของลิงก์ที่ส่งออกจากเพจ: PageRank นั้นมีจำนวนจำกัด ลิงก์จากเพจที่มีจำนวนลิงก์ส่งออกภายนอกมากหลายร้อยลิงก์ จะส่งผ่าน PageRank น้อยกว่าเพจที่มีลิงก์ส่งออกไม่มากนัก

130. ลิงก์จากฟอรั่ม: เนื่องจากมีการสแปมเกิดขึ้นมากมายในฟอรั่ม Google จึงลดค่าของลิงก์จากฟอรั่มลง

131. จำนวนคำของเนื้อหาที่มีลิงก์นั้นอยู่: ลิงก์จากเนื้อหาที่มีความยาว 1000 คำ มีค่ามากกว่าลิงก์จาก snippet 25 คำ

132. คุณภาพของเนื้อหาที่ลิงก์นั้นอยู่: ลิงก์จากเนื้อหาที่มีการ spun (สลับคำโดยใช้โปรแกรม) หรือเนื้อหาคุณภาพต่ำ จะมีค่าน้อยกว่าลิงก์จากเนื้อหาคุณภาพดี

133. Sitewide Links: Matt Cutts ออกมายืนยันว่า sitewide links หรือลิงก์ที่กระจายอยู่ทั่วเว็บนั้น จะถูกบีบอัด “compressed” และนับเป็นแค่ 1 ลิงก์

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

134. RankBrain: RankBrain ป็นอัลกอริทึมหนึ่งของ Google หลายคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์ในการวัดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับผลการค้นหาของ Google (และทำการจัดอันดับผลลัพธ์ตามลำดับ)

135. Organic CTR สำหรับคีย์เวิร์ด: ตามที่ Google ได้กล่าวไว้ เพจที่ได้รับ CTR มากกว่าจะได้รับอันดับใน SERP มากขึ้น สำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

136. Organic CTR สำหรับคีย์เวิร์ดทั้งหมด: Organic CTR ของเว็บไซต์สำหรับทุกคีย์เวิร์ด อาจเป็นสัญญาณปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เป็นคะแนนคุณภาพ สำหรับ organic result“)

137. อัตราการตีกลับ: นักทำ SEO บางคนเห็นว่า อัตราการตีกลับนั้นไม่มีผลต่อการทำอันดับ แต่การวัดอัตราการตีกลับอาจเป็นวิธีที่ Google ใช้ทดสอบคุณภาพของเว็บไซต์ (สรุปคือ เพจที่มีอัตราการตีกลับสูงนั้น ไม่น่าจะใช้ผลลัพธ์ที่ดี สำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ) ดังนั้น จากการศึกษาของ SEMRush พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการตีกลับ กับอันดับของ Google

138. การพิมชื่อโดเมนโดยตรงใน Chrome: Google ออกมายืนยันว่า Google ใช้ข้อมูลจาก Google Chrome ในการระบุถึงความถี่ในการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ เว็บไซต์ที่มีการพิมชื่อโดเมนโดยตรงจะได้รับคะแนนที่สูงกว่า และจัดว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพมากกว่า ในความเป็นจริงแล้วจากการศึกษาของ SEMRush พบถึงความสำพันธ์ระหว่างการพิมเว็บไซต์โดยตรง กับอันดับ Google

139. การเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ซ้ำ: เว็บไซต์ ที่มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ซ้ำ จะได้รับการโหวตจาก Google มากขึ้น

140. Pogosticking: “Pogosticking” เป็นการตีกลับออกจากเว็บไซต์รูปแบบหนึ่ง ในกรณีนี้ ผู้ชมคลิ๊กเข้าไปจากแถบค้นหาเพื่อหาคำตอบที่เขาต้องการจากการค้นหาของเขา แต่ไม่พบคำตอบ ก็เลยกดย้อนกลับ

ผลการค้นที่ใดก็ตามที่ผู้เยี่ยมชม Pogostick อาจได้รับคะแนนอันดับที่ลดลง

141. เว็บไซต์ที่ถูกบล็อค: Google ได้ยกเลิกคุณสมบัตินี้ใน Chrome แล้ว อย่างไรก็ตาม Panda ยังคงใช้คุณสมบัตินี้แสดงถึง คะแนนคุณภาพ ดังนั้น Google อาจยังคงใช้งานคุณสมบัตินี้อยู่บ้าง

142. บุ๊กมาร์กใน Chrome: เราทราบกันดีว่า Google นั้นเก็บข้อมูลผู้ใช้ Chrome หน้าเพจที่เราทำบุ๊กมาร์กไว้ อาจได้รับการขึ้นอันดับ

143. จำนวนความเห็น: เพจที่มีความคิดเห็นจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณที่ดีในด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เยี่ยมชม ในความเป็นจริงแล้วพนักงาน Google คนหนึ่งเคยกล่าวไว้ ว่าสามารถช่วยเพิ่มอันดับได้ดีมาก

144. ระยะเวลาที่อยู่ในหน้าเพจ (Dwell Time): Google ให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับระยะเวลาที่ผู้เยี่ยมชม อยู่ในหน้าเพจ หลังจากคลิ๊กเข้ามาจากหน้าค้นหาของ Google ซึ่งบางครั้งอาจหมายถึง “long clicks เทียบกับ short clicks” กล่าวโดยสรุปคือ Google วัดระยะเวลาที่ผู้ชมใช้ในหน้าเพจของคุณ ยิ่งนาน ยิ่งดี

กฎ และอัลกอริทึมพิเศษต่าง ๆ จาก Google

145. การค้นหาต้องเป็นอะไรที่สดใหม่: Google ให้คะแนนเพิ่มเติมกับเพจที่มีเนื้อหาที่สดใหม่

146. ผลการค้นหาต้องมีความหลากหลาย: Google อาจเพิ่มความหลากหลายในหน้า SERP สำหรับคำค้นหาที่กำกวมเช่น “Ted”, “WWF” หรือ “ruby”

147. ประวัติการ browsing ส่วนบุคคล: คุณอาจเคยสังเกตได้ด้วยตัวเอง เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปชมบ่อย ๆ มักจะอยู่ในผลการค้นหาต้น ๆ ในหน้า SERP

148. ประวัติการค้นหาส่วนบุคคล: การค้นหาต่อเนื่อง หลังจากการค้นหาครั้งแรก ยกตัวอย่างเช่น หากคุณค้นหาคำว่า “รีวิว” จากนั้นค้นหาอีกครั้งคำว่า “เครื่องปิ้งขนมปัง” Google อาจให้อันดับของ รีวิวเครื่องปิ้งขนมปัง สูงขึ้นในหน้า SERP

149. Featured Snippets: จากการศึกษาของ SEMRush Google เลือกแสดง Featured Snippets โดยการเอาความยาวเนื้อหา รูปแบบ page authority และการใช้ HTTPs มาพิจารณา

150. Geo Targeting: Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มี server IP และสกุลโดเมนประเทศ

151. การค้นหาต้องปลอดภัย: ผลการค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหาทางเพศต่าง ๆ จะไม่แสดง สำหรับคนที่เปิดฟังก์ชั่น safe search

152. Google+: ถึงแม้ว่า Google+ จะไม่เป็นที่นิยมเลยก็ตาม Google ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีกับผู้แต่ง หรือเว็บไซต์ที่พยายามเพิ่มเนื้อหาให้ Google Plus

153. คีย์เวิร์ด “YMYL”: Google นั้นให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดในกลุ่มที่เกี่ยวกับเงิน และสุขภาพ “Your Money หรือ Your Life” มากเป็นพิเศษ และต้องมาจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น

154. DMCA Complaints: Google “ลดอันดับ” เพจที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ดิจิทัลต่าง ๆ

155. ความหลากหลายของโดเมน: หรือที่เรียกว่า “Bigfoot Update” เป็นการเพิ่มจำนวนโดเมนในแต่ละหน้า SERP

156. การค้นหาที่มีการทำธุรกรรม: Google บางครั้งก็แสดงผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมนั้น ๆ เช่น ผลการค้นหาเที่ยวบิน

157. Local Searches: สำหรับ local searches บ่อยครั้งที่ Google เลือกที่จะแสดงผลการค้นหาในภูมิภาคนั้น ๆ มากกว่าผลการค้นหาปกติในหน้า SERPs

158. เรื่องเด่น (Top Stories box): คีย์เวิร์ดบางคำ จะทำให้ Google แสดง Top Stories box

159. Big Brand Preference: หลังจากที่ได้ทำการอัพเดท Vince Update Google ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการโปรโมทแบรนด์สินค้า สำหรับคีย์เวิร์ดในกลุ่มนั้น ๆ

160. ผลการค้นหาสินค้า: บางครั้ง Google ก็แสดงผลการค้นหาสินค้าของ Google ในหน้า SERPs

161. ผลการค้นหารูปภาพ: บางครั้ง Google ก็แสดงรูปภาพในการค้นหาปกติ

162. Easter Egg Results: Google นั้นมี Easter Egg results เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น หากเราค้นหาคำว่า “เครื่องคิดเลข” Google ก็จะแสดงเครื่องคิดเลขของ Google ขึ้นมาด้านบนสุด เป็นต้น

163. ผลการค้นหาสำหรับแบรนด์: โดเมน หรือคีย์เวิร์ดที่สัมพันธ์กับชื่อแบรนด์ อาจได้ผลลัพธ์หลายอันในหน้าเดียว

164. การอัพเดท Payday Loans: เป็นอัลกอริทึมพิเศษจากทาง Google ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับผลการค้นหาที่เป็นสแปมมากเกินไป “very spammy queries

ความเป็นแบรนด์

165. Brand Name Anchor Text: Branded anchor text นั้นทำได้ง่าย — แต่มีพลัง — ในการสร้าง brand signal

166. การค้นหาแบรนด์: เมื่อมีคนค้นหาแบรนด์ของคุณใน Google เป็นการส่งสัญญาณบอก Google ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นเป็นแบรนด์จริง ๆ

167. การค้นหาชื่อแบรนด์ร่วมกับคีย์เวิร์ด: มีคนค้นหาคีย์เวิร์ดร่วมกับชื่อแบรนด์ของคุณหรือไม่ (เช่น “courseblue สอน wordpress” หรือ “courseblue SEO”)? ถ้ามี Google อาจให้คะแนนคีย์เวิร์ดคำนั้นเพิ่ม ในหน้าการค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์

168. เว็บที่มีหน้า Facebook Page และ Likes: Brand ต่าง ๆ มักจะมีหน้า Facebook ที่มียอดไลค์จำนวนมาก

169. เว็บไซต์ที่มี Twitter Profile และมี Followers: การมี Twitter profiles และมี followers แสดงให้เห็นถึงความเป็นแบรนด์ที่เป็นที่นิยม

170. มีหน้า Linkedin ของบริษัท: บริษัทที่ทำธุรกิจจริง ๆ มักมีหน้า Linkedin

171. Known Authorship: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2013, Google CEO Eric Schmidt กล่าวว่า:

172. บัญชี Social Media ที่ถูกต้อง: บัญชี social media ทีมีผู้ติดตาม 10,000 followers และมี 2 โพสต์นั้น แตกต่างอย่างมากกับบัญชีที่มี 10,000 followers และมีปฏิสัมพันธ์มากมายกับผู้เยี่ยมชม ในความเป็นจริง Google ได้จดสิทธิบัติเกี่ยวกับว่า บัญชี social media นั้น เป็นของจริง หรือของปลอม

173. การใช้ชื่อแบรนด์ในการเริ่มต้นชื่อเรื่อง: แบรนด์ยักษ์ใหม่มักจะใช้ชื่อแบรนด์ในการเริ่มต้นเสมอ บางแบรนด์นั้นตีพิมข่าวจากหน้าเพจตนเอง ในหน้าแรก

174. การมีการพูดชื่อแบรนด์ แต่ไม่มีลิงก์: แบรนด์ที่ได้รับการกล่าวถึง แต่ไม่มีลิงก์ Google นั้นก็ให้ความสำคัญว่าเป็น brand signal

175. ตำแหน่งที่ตั้งที่ทำงาน: ธุรกิจที่แท้จริงจะมีที่ตั้งที่ทำงาน เป็นไปได้ว่า Google จะใช้ข้อมูลที่ตั้งมาเป็น brand signal

ปัจจัยด้านเว็บสแปมบนหน้าเว็บ

176. ถูกทำโทษโดย Panda: เว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง content farms) จะถูก Panda ทำโทษและทำให้ผลการมองเห็นจาก Google ลดลง

177. ลิงก์ที่ส่งออกไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ดี: ลิงก์ที่ออกไปยังเว็บไซต์สแปม “bad neighborhoods” — เช่นเว็บโฆษณายาต่าง ๆ จะทำให้ผลการมองเห็นจาก Google ลดลง

178. Redirects: การมีการ Redirects ออกไปจากเพจ หรือการทำให้ Googlebot เห็นต่างจากผู้ใช้ทั่วไป “Cloaking” หากจับได้ จะถูกทำโทษ และไม่ได้รับการจัดอันดับ

179. ป๊อบอัพ หรือ โฆษณาที่บังเนื้อหาต่าง ๆ: จากเอกสาร Google Rater Guidelines Document กล่าวว่า การมีป๊อบอัพ หรือโฆษณาบังเนื้อหาต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำ

180. ป๊อบอัพในหน้ามือถือที่บังเนื้อหา: Google จะลงโทษเว็บไซต์ที่มีป๊อบอัพบังเนื้อหาในหน้ามือถือของผู้ใช้

181. เว็บไซต์ที่ Over-Optimization: แน่นอนว่า Google ทำโทษคนที่ over-optimize เว็บไซต์ ซึ่งประกอบด้วย การใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไป การใส่ header tag มากเกินไป หรือการตกแต่งบทความด้วยคีย์เวิร์ดมากเกินไป

182. เนื้อหาที่อ่านไม่รู้เรื่อง (Gibberish Content):  จากสิทธิบัติของ Google ระบุว่า Google สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเนื้อหาที่อ่านไม่รู้เรื่อง เช่น เนื้อหาที่เกิดจากการ spun หรือสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ กับเนื้อหาที่แต่งขึ้นโดยมนุษย์ได้

183. Doorway Pages: Google ต้องการให้หน้าเพจที่คุณแสดงให้ Google เห็น เป็นหน้าเพจแบบเดียวกับที่ผู้ใช้ทั่วไปเห็น หากมีการ redirects ผู้ใช้ไปที่อื่น หรือที่เรียกว่า “Doorway Page” ก็ไม่ต้องคุยกันให้มาก Google ไม่ชอบแน่นอน

184. มีแต่โฆษณาเต็มไปหมด: จากอัลกอริทึมในการตรวจหน้าเพจของ Google “Page Layout Algorithm” จะทำโทษเว็บไซต์ที่เต็มไปด้วยโฆษณา และมีเนื้อหาเพียงนิดเดียว

185. การซ่อน Affiliate Links: การพยายามมากเกินไปในการซ่อน affiliate links (โดยเฉพาะการทำ cloaking) จะทำให้โดนแบนได้

186. Fred: เป็นชื่อเล่นสำหรับการอัพเดทหลายอย่างของ Google ในปี 2017 จากรายงานของ Search Engine Land, Fred “ค้นหาเว็บไซต์คุณภาพต่ำที่พยายามสร้างรายได้ มากกว่าพยายามช่วยผู้ใช้”

187. Affiliate Sites: แน่นอนว่า Google ไม่ชอบ affiliate และหลายคนคิดว่าเว็บไซต์ที่พยายามมี affiliate ต่าง ๆ นั้น จะมีค่าลดลง

188. เนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ: Google นั้นเข้าใจ และเกลียดเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นอย่างมาก หากจับได้จะถูกทำโทษทันที

189. การพยายามปั้น PageRank มากเกินไป: การพยายามปั้น PageRank หรือการขึ้น PageRank ที่เร็วเกินไป เป็นสัญญาณที่ไม่ดี และอาจโดนแบนได้

190. IP Address นั้นถูกระบุว่าเป็นสแปม: หาก IP address ของคุณได้รับการระบุว่าเป็นสแปม จะมีผลต่อเว็บไซต์ทั้งหมดใน server นั้น

191. Meta Tag Spamming: การที่เรามีคีย์เวิร์ดมากเกินไปในส่วน meta tags หาก Google คิดว่าคุณพยายามที่จะแทรกคีย์เวิร์ดเข้าไปในส่วนของ title และ description tags ในลักษณะที่ผิดปกติเพื่อหลอก Google อาจทำให้ถูกทำโทษได้

ปัจจัยด้านเว็บสแปมจากภายนอก

192. การไหลเข้ามาของลิงก์แบบไม่เป็นธรรมชาติ: การมีลิงก์เป็นจำนวนมากไหลเข้ามาแบบไม่เป็นธรรมชาติ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงลิงก์ปลอม

193. การโดนแบนจาก Penguin: เว็บไซต์ที่ถูกทำโทษโดย Google Penguin จะถูกลดอันดับลง ถึงว่ามาปัจจุบัน Penguin จะพยายามคัดกรองหน้าเพจที่มีลิงก์เสียมากกว่าจะแบนไปเลยทั้งเว็บ

194. Link Profile ที่มีลิงก์คุณภาพต่ำในประมาณมาก: ลิงก์จำนวนมากที่มาจากแหล่งสร้างลิงก์สายดำ (เช่น ความเห็นบทความ และความเห็นบนฟอรั่ม) อาจเป็นสัญญาณที่กำลังโกง Google

195. ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง: การมี backlinks จำนวนมากที่มาจากเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ อาจทำให้เพจโดนแบนได้

196. คำเตือนจาก Google เกี่ยวกับลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ: Google ส่งคำเตือนมากมายไปยัง “Google Search Console” ของเจ้าของเว็บ ว่าตรวจพบลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้อันดับลดลง แต่ก็ไม่เสมอไป

197. Backlinks คุณภาพต่ำ: จากที่ Google ได้กล่าวเอาไว้ backlinks ที่มีคุณภาพต่ำต่าง ๆ จะทำให้ถูกทำโทษได้

198. ลิงก์ Widget: Google มักตั้งข้อสงสัย และไม่ชอบลิงก์ที่สร้างขึ้นอัตโนมัติและฝังบน “widget” ของเว็บไซต์นั้น ๆ

199. ลิงก์ที่มาจาก Class C IP เดี่ยวกัน: การได้รับลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติจากเว็บไซต์ที่อยู่บน server IP เดียวกัน อาจทำให้ Google จำแนกได้ว่าคุณได้รับลิงก์มาจากเครือข่าย blog network เดียวกัน

200. Anchor Text ที่ไม่ดี “Poison”: การมี “poison” anchor text (โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับยาต่าง ๆ) ชี้มาที่เว็บไซต์ของคุณ อาจถูกพิจารณาได้ว่าเว็บของคุณโดนแฮ็ก หรือสแปม และส่งผลเสียต่อการทำอันดับ

201. ลิงก์ที่ผิดธรรมชาติ: จากสิทธิบัติของ Google ในปี 2013 ระบุว่า Google สามารถแยกได้ว่าลิงก์ที่มายังเพจของเรานั้น เป็นลิงก์ที่ถูกต้องหรือไม่ หากเป็นลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ ก็จะถูกลดค่าลง

202. ลิงก์จากบทความและข่าวประชาสัมพันธ์: บทความ และข่าวประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มักฝังลิงก์เอาไว้ และ Google พิจารณาว่าเป็นกลวิธีในการสร้างลิงก์ในหลายกรณี

203. การกระทำสายดำต่าง ๆ: ซึ่งมีหลายวิธีเกี่ยวกับการสร้างลิงก์สายดำ ถ้า Google จับได้ ก็จะถูกทำโทษ

204. การขายลิงก์: หาก Google จับได้ ว่าคุณขายลิงก์ คุณอาจถูกทำโทษโดยการลดระดับความสำคัญลง

205. Google Sandbox: เว็บไซต์เกิดใหม่ที่อยู่ ๆ ก็มีลิงก์หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เว็บไซต์นั้น ติดหลุมทรายของ Google หรือที่เรียกว่า Google Sandbox ซึ่งจำกัดการมองเห็นเว็บไซต์นั้น

206. Google Dance: Google Dance เป็นการพยายามทำให้อันดับ Google สูงขึ้นมาแบบทันทีทันใด จากสิทธิบัติของ Google อาจบอกได้ว่าเว็บนั้นพยายามที่จะโกง Google อยู่

207. Disavow Tool: เราสามารถใช้ the Disavow Tool ในการที่จะลบลิงก์สายดำต่าง ๆ ทั้งหมดที่ชี้มายังเว็บเรา ในกรณีที่เราตกเป็นเหยื่อของการทำ SEO สายดำ

208. คำขอให้ Google พิจารณาใหม่: หลังจากที่ Google ได้พิจารณาเพจนั้นใหม่แล้ว โทษทัณฑ์ต่าง ๆ ก็จะถูกลบออก

209. โครงร่างลิงก์ชั่วคราว: Google นั้นสามารถตรวจจับได้ถึงคนที่สร้าง — และลบลิงก์อย่างรวดเร็ว — หรือการทำลิงก์สแปมต่าง ๆ หรือที่เรียกว่าโครงร่างลิงก์ชั่วคราว ซึ่งควรหลีก

บทสรุป

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับบทความนี้ เป็นบทความที่ยาวมาก หากเพื่อนๆ มีคำถามสอบถามเพิ่มเติม หรือสงสัย จุดไหนไม่เข้าใจ หรือบทความนี้มีข้อผิดพลาดประการใด สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยครับ

ขอขอบคุณเรื่องจาก backlinko มา ณ ที่นี้ครับ