เพิ่มความเร็ว WordPress

คุณทราบหรือไม่ว่า มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณจำนวนมาก ปิดหน้าต่างเว็บของคุณ เพราะว่ามันโหลดช้า
จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องปกติของนักพัฒนาเว็บไซต์มือใหม่ หรือแม้แต่มืออาชีพเอง ก็มักจะทำผิดพลาดให้เห็นกันบ่อย ๆ
การ optimize เว็บไซต์ให้โหลดได้เร็ว เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ ไม่ต้องทนเสียเวลารอคอยที่จะโหลด
นอกจากนี้ คุณทราบหรือไม่ว่าผู้ชมส่วนใหญ่จะปิดหน้าต่างเว็บของคุณทันที หากเว็บของคุณโหลดนานกว่า 7 วินาที และจากรายงาน ยังพบว่า 40% ของผู้ใช้ กดปุ่มปิด หากเว็บไซต์ของคุณ โหลดนานกว่า 3 วินาที
ดังนั้น คุณจึงจำเป็นที่ต้อง เพิ่มความเร็ว WordPress ให้โหลดเร็วกว่า 3 วินาที โดยเริ่มจากการทำการแก้ไขข้อผิดพลาดต่อไปนี้ให้เร็วที่สุด

ข้อผิดพลาด 10 อย่าง ที่ต้องแก้ไข เพื่อ เพิ่มความเร็ว WordPress

1. ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งไม่มีคุณภาพ

ผู้ให้บริการโฮสติ้งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งที่ดี จะเลือกใช้ server ที่มีความเร็วในการตอบสนองสูง หากโฮสติ้งช้า ก็จะทำให้เว็บไซต์โหลดช้าตามไปด้วย
“เว็บโฮสติ้งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเว็บไซต์ ดังนั้นโฮสติ้งจึงต้องมีเสถียรภาพ และมีความเร็วเหนือแสง”
นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ตั้งของเว็บโฮสติ้ง ยังมีความสำคัญในการทำ Local SEO อีกด้วย
ดังนั้น หากต้องการเป้าหมายลูกค้าในประเทศใดแล้ว เราควรเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งความเร็วสูงภายในประเทศนั้น ๆ

2. คุณไม่ได้อัพเดทปลั๊กอิน ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ปลั๊กอินหลายตัวที่คุณติดตั้งบน WordPress นั้น มักจะออกเวอร์ชั่นอัพเดทมาบ่อย ๆ และเราเองก็มักจะขี้เกียจที่จะเข้าไปอัพเดทมันบ่อย ๆ ข่าวร้ายคือ การอัพเดทปลั๊กอินอย่างสม่ำเสมอ มีผลอย่างมากต่อความเร็วในการโหลดเว็บไซต์

WordPress มีเหตุผลที่ดี ที่จะแจ้งเตือนให้เราทำการอัพเดทปลั๊กอินรวมไปถึงธีมที่เราใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรหมั่นตรวจตรา และทำการอัพเดทปลั๊กอินอยู่เสมอ เพื่อประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดของเว็บไซต์

3. คุณเลือกใช้ธีมที่มีขนาดใหญ่จนเกินไป

เว็บไซต์ของคุณ คือทุกสิ่งทุกอย่าง หากคุณต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ คุณควรถามตัวเองว่า คุณมีความจำเป็นมากแค่ไหน ที่จะต้องใช้ image slider คุณมีความจำเป็นมากแค่ไหน ที่จะต้องให้เพจมีความยาวมากขนาดนั้น
วิธีแก้คือ เราควรพยายามลดสิ่งต่าง ๆ ในเพจที่ไม่จำเป็นลง ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนเพจกระชับ และมีความหมาย อย่าพยายามอัดทุกสิ่งอย่างลงไปในเพจ
Google PageSpeed Insights เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณมองภาพออก ว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพมากแค่ไหน เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์เนื้อหาของเพจ พร้อมกับให้คำแนะนำว่าเราควรทำอย่างไร ให้เพจโหลดได้เร็วขึ้น

4. คุณไม่ได้ติดตั้งใช้งานปลั๊กอินสำหรับ caching

Caching เป็นเครื่องมือช่วยให้ browser เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณไว้ หลังจากเปิดดูครั้งแรก ดังนั้น เมื่อคุณเปิดดูเว็บไซต์ครั้งถัดไปหน้าเพจก็จะเปิดขึ้นมาได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องดึงข้อมูลเพจจาก server อีก
ปลั๊กอิน caching เกือบทุกตัวทำงานได้ค่อนข้างดีในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ ผมแนะนำให้ใช้ WPFastest Cache ซึ่งฟรี สามารถติดตั้งและใช้งานได้ง่ายกว่าตัวอื่น

5. มีการเรียกใช้งานปลั๊กอินที่ไม่จำเป็นมากเกินไป

WordPress มีปลั๊กอินให้เลือกใช้งานมากมายหลายพันตัว ซึ่งปลั๊กอินเหล่านี้ช่วยให้คุณพัฒนาเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และอีกไม่นาน คุณก็จะมีปลั๊กอินต่าง ๆ ไว้ใช้งานและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ปลั๊กอินเหล่านี้ อาจส่งผลให้ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ของคุณช้าลง
ทุกครั้งที่มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ web browser จะทำการเรียกทุกอย่างจาก server ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ เนื้อหา และปลั๊กอิน
ดังนั้นปลั๊กอินทั้งหมดที่มีขนาดใหญ่ browser จะใช้เวลาพอสมควรในการโหลดปลั๊กอินแต่ละอัน
วิธีแก้ไขคือ ให้เราเข้าไปตรวจสอบ admin panel ดูว่ามีปลั๊กอินอันไหนที่จำเป็น และอันไหนที่ไม่จำเป็น
ในทางปฏิบัติ คุณสามารถเลือกใช้ปลั๊กอินที่มีคุณสมบัติในการตรวจสอบการทำงานของปลั๊กอินตัวอื่น ๆ เช่น P3 (Plugin Profiler Plugin) เพื่อตรวจสอบดูว่า ปลั๊กอินแต่ละตัวนั้น ส่งผลต่อการโหลดเว็บไซต์อย่างไรบ้าง

6. มี widgets มากเกินความจำเป็น

Widgets นั้น เต็มไปด้วย code Javascript ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้าอย่างกับเต่า Sidebars ที่เต็มไปด้วย Facebook Feed จะทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้าลงเป็นอย่างมาก
ทางแก้คือ คุณควรทำความสะอาดพื้นที่ widgets ลด social media feed ให้เหลือน้อยที่สุด และลบสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นออกให้หมด เพราะมันจะทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้าลง

7. รูปภาพของคุณมีขนาดใหญ่ และไม่ได้ optimize

รูปภาพ เป็นตัวแปรหนึ่งที่เพิ่มเวลาในการโหลดเว็บมากเสียยิ่งกว่าปลั๊กอิน ภาพที่มีขนาดใหญ่จะใช้เวลานานในการโหลด
วิธีแก้คือ คุณต้องลดขนาดไฟล์ภาพให้เล็กที่สุด ก่อนที่จะอัพโหลดไปบนเว็บไซต์ คุณควรเลือกใช้รูปแบบไฟล์ภาพ JPEG หรือ PNG มากกว่าไฟล์ภาพรูปแบบอื่น หรืออาจเลือกใช้ไฟล์ภาพเทคโนโลยีใหม่ เช่น JPEG 2000 หรือ WebP ทดลองดูผลลัพธ์ด้วยตัวคุณเอง
“การบันทึกภาพ JPEG ที่คุณภาพของภาพประมาณ 80%” หมายความว่าคุณสามารถลดขนาดไฟล์ภาพลงได้ 20% คุณควรทดลองดูคุณภาพที่ % คุณภาพต่าง ๆ และเลือกผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

8. ไม่ได้ใช้ CDN (Content Delivery Network)

การใช้ CDN เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการโหลดเว็บของคุณให้อยู่ในระดับ 1 – 3 วินาที ดังนั้น CDN สามารถช่วยแก้ปัญหา Server หรือ Hosting ที่ช้าได้
หากคุณมีลูกค้าจากทั่วโลก เว็บไซต์ของคุณ จำเป็นต้องโหลดเร็วจากทั่วทุกมุมของโลก และ CDN ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ CDN จะโฮสไฟล์ของคุณไปบน Server ทั่วโลกและส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า โดยเลือกโหลดจากเครื่อง server ที่อยู่ในจุดที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด

9. มีโฆษณาและ Pop-ups มากเกินไป

Google Adsense และโฆษณาอื่น ๆ เป็นแหล่งที่มาของรายได้เสริม แต่มันทำให้เว็บช้าลง มีเว็บไซต์จำนวนมากที่มีโฆษณาในส่วน header, sidebars หรือ footer ซึ่ง ถ้าเราลองตรวจสอบดู จะพบว่าเว็บไซต์เหล่านั้นโหลดช้ามาก
วิธีแก้ไขคือ คุณไม่ควรสร้างเพจที่มีโฆษณามากกว่า 2 ตัว หรือจะเป็นการดีกว่า ถ้าเราเลือกให้มีเนื้อหาสาระในเพจมากกว่าการโฆษณา

10. ขนาดภาพผิด

ปัญหานี้เกิดกับเว็บไซต์แทบจะทุกเว็บ คุณควรทำให้ภาพมีขนาดถูกต้องเสมอ เช่น เว็บไซต์ของคุณจะโหลดภาพที่มีขนาด 1200 x 600 pixels นานกว่าภาพขนาด 600 x 300 pixels
วิธีแก้คือ พยายามเปลี่ยนขนาดภาพให้ถูกต้องก่อนที่จะอัพโหลดขึ้นเว็บ ไม่ควรใช้ภาพต้นฉบับขนาดใหญ่ การใช้ภาพที่มีขนาดถูกต้อง จะช่วยลดเวลาในการโหลดเว็บไซต์ลงไปได้มาก