ทำ SEO ด้วยตัวเอง ให้ติดอันดับ Google

ทำ SEO ด้วยตัวเอง

ทำ SEO ด้วยตัวเอง ง่าย ๆ ให้ติดอันดับใน search engines, ง่ายต่อการอ่าน, และเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์โดยรวม การจะมีเว็บไซต์ที่ทำอันดับได้ดีในหน้าผลการค้นหาของ search engines ใช้งานง่าย และโหลดเร็วนั้น จะช่วยเพิ่ม traffic ได้เป็นอย่างดี ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ออกจากเว็บเร็วเกินไป และยังช่วยให้คุณภาพโดยรวมของเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

สารบัญการทำ SEO ด้วยตัวเอง

ขั้นตอนแรกและเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO ด้วยตัวเอง คือการวิเคราะห์เว็บไซต์ของตอนเอง เพื่อหาข้อผิดพลาดว่าอะไรควรได้รับการแก้ไข อะไรจำเป็นต้องเปลี่ยน ขั้นตอนนี้รวมไปถึงการดูในส่วนของเมนูต่าง ๆ การเข้าถึงเนื้อหา และองค์ประกอบโดยรวมว่าใช้งานง่าย สวยงามหรือไม่ หลังจากที่เราพบข้อผิดพลาดแล้ว (เช่น บางหน้าโหลดช้า หรือบางหน้าไม่มีผู้ชม) เราสามารถเข้าไปทำการแก้ไขได้ตรงจุด ตรงประเด็น

  • เป็นการดีที่มีแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์อย่างเป็นขั้นตอน
  • ระลึกไว้เสมอว่า search engines นั้น มองเว็บไซต์ของเราที่ชื่อโดเมน, title tags, และ header tags คุณต้องไม่ละเลยที่จะปรับปรุงแก้ไขจุดนี้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของ search engines นอกจากนี้ เนื้อหาภายใน ต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ search engines ต้องการค้นหาในหน้าเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย

รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง การที่คุณตรวจสอบเว็บไซต์ของคู่แข่ง จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจถึงการแข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน คุณจะเข้าใจว่าจะต้องทำอะไรในการที่จะเอาชนะคู่แข่ง ถ้าหากคุณสามารถหาคู่แข่งตัว 5 – 10 อันดับแรกได้ในธุรกิจเดียวกันกับคุณ หาจุดแข็ง ว่าพวกเขาใช้วิธีอะไรในการขึ้นอันดับ รวมไปถึงคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งใช้ และโครงสร้างของเว็บคู่แข่ง

คุณอาจไม่ต้องการที่จะคัดลอกคู่แข่งทุกอย่าง การรู้ถึงกลยุทธ์ของคู่แข่ง จะช่วยให้คุณหาจุดอ่อนของตนเองได้

ตรวจสอบเว็บไซต์ของคู่แข่งทั้งหลาย

เลือกใช้คีย์เวิร์ดที่สัมพันธ์กับเนื้อหาของคุณ วิธีนี้จะช่วยนำผู้คนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้ คีย์เวิร์ดที่สัมพันธ์กับเนื้อหาโดยรวม รวมไปถึงคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจงต่าง ๆ หากคุณยังไม่มันใจว่าคีย์เวิร์ดไหนเป็นที่นิยมค้นหา มีเครื่องมือดี ๆ มากมายในโลกออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณค้นหาคีย์เวิร์ดที่ต้องการได้ และเครื่องมือหลายตัวก็สามารถใช้งานได้ฟรี คลิ๊ก เพื่ออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นหาคีย์เวิร์ด

ค้นหาคีย์เวิร์ด

การวางคีย์เวิร์ดในเนื้อหาอย่างถูกต้อง เหมาะสมจะช่วยให้เว็บไซต์นั้น ทำงานได้ดีใน search engines มีความเป็นไปได้ที่ search engine bots อาจมีการทำโทษในการสแปมคีย์เวิร์ด ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้คีย์เวิร์ดอย่างถูกต้อง:

  • ใช้คีย์เวิร์ดกว้าง ๆ ในหน้า home page
  • แทรกคีย์เวิร์ดในส่วนของ header tags, title tags, และ meta tags
  • แทรกคีย์เวิร์ดในส่วนของ anchor text และใช้ในการอธิบายลิงก์
  • ใช้คีย์เวิร์ดในส่วนของ URL สำหรับหน้าใหม่
วางคีย์เวิร์ดในเนื้อหาอย่างเหมาะสม

ในส่วนของ HTML meta tag นั้น จะเป็นส่วนที่ไม่แสดงบนหน้าเว็บไซต์แต่อย่างใด มีเพียง search engines และ bots ต่าง ๆ เท่านั้น ที่เห็นข้อมูลในส่วนนี้ วิธีการที่คุณสามารถใช้ meta tags ในการเพิ่มอันดับเว็บไซต์มีดังต่อไปนี้:

  • ใส่ meta title tag ในแต่ละหน้า เพื่อเป็นการบอก search engines ถึงเนื้อหาของหน้านั้น
  • เขียน meta description tag ที่ตรงประเด็น เพราะมันมักจะถูกใช้งานโดย search engines ในการบรรยายสั้น ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาในหน้า search results
  • ใส่ meta keyword tag ไปด้วย เพื่อเป็นการบอกถึงคีย์เวิร์ดที่สำคัญในแต่ละหน้า เป็นการแจ้งให้ search engine bots ทราบ
  • ระลึกไว้เสมอว่า search bots ของทาง Google นั้น ไม่อ่านข้อมูล meta keywords แต่ search engines อื่น ๆ ยังมีการอ่านข้อมูลในส่วนนี้อยู่บ้าง
ใส่ meta และ title tags

รายงาน traffic reports เหล่านี้ ใช้ในการบอกสถานะของ traffic ที่เข้ามาในเว็บไซต์ รวมถึงชนิดของ traffics ว่ามาจากอุปกรณ์ใด รวมไปถึงแหล่งที่มีของ traffic หน้าเพจที่เป็นที่นิยม และอันดับในปัจจุบัน หากคุณยังไม่ได้ทำการตรวจสอบ web traffic คุณอาจมีความจำเป็นต้องเข้ามาดูรายงาน traffic reports บ้าง เดือนละครั้ง เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

  • การนับจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
  • ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการทำ SEO ด้วยตัวเอง เพราะรายงานเหล่านี้จะถูกนำไปใช้วัดความสำเร็จ และตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเว็บ ทำให้เราสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ได้อย่างถูกทาง
traffic reports

เนื้อหาใหม่ ๆ นั้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ชมนั้น กลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะทำให้อันดับใน search engine ของคุณสูงขึ้นด้วย ทุกครั้งที่มีการเขียนเนื้อหาใหม่ ๆ พยายามให้แต่ละเพจที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้น มีเนื้อหาอย่างน้อย 350 คำ

  • อัพเดทเนื้อหาใหม่ ๆ อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดี
new post

การสร้าง back links ที่ดี จะช่วยเพิ่มอันดับในหน้า search engines และเพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์ ลองค้นหาเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน และลองขอให้ทำเนื้อหาลิงก์มายังเว็บคุณ

Search engines ส่วนใหญ่นั้นใช้จำนวนลิงก์คุณภาพที่ชี้มาที่คุณเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการจัดอันดับ การค้นหานักเขียน หรือเจ้าของเว็บที่มีเนื้อหาคล้ายกันกับคุณ จะช่วยให้คุณสามารถทำอันดับได้เป็นอย่างดี

หาเว็บไซต์อื่นๆ ลิงก์มาหาคุณ

Sitemap เป็นไฟล์ XML ที่แสดงรายชื่อ URL ทุกอันในเว็บไซต์ของคุณ บางครั้งผู้ให้บริการโฮสติ้งก็เตรียมไฟล์นี้ไว้ให้ แต่บางครั้ง คุณอาจต้องเตรียมด้วยตัวเอง คุณอาจสามารถใช้ปลั๊กอินในการสร้าง sitemap ได้อย่างง่ายดาย และส่งต่อให้ Google ผ่าน Google search consoles

  • ค้นหาใน Google “submit a sitemap” เพื่อส่ง sitemap หรือส่งผ่าน Google Search consoles
  • การมี site map จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบลิงก์ต่าง ๆ ภายในเว็บ ช่วยให้คุณสามารถอัพเดทลิงก์ดี และลิงก์เสีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพเพจ
  • หลังจากทำการอัพเดทลิงก์ต่าง ๆ แล้ว อย่าลืมอัพเดท site map ด้วย เพราะสาเหตุหลักที่คนออกจากเว็บ มาจากลิงก์เสียต่าง ๆ ภายในเว็บ
สร้าง sitemap

เฟรมนั้น ถูกนำมาใช้น้อยลงเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แยกเพจออกเป็นส่วน ๆ เพื่อแบ่งเนื้อหาต่าง ๆ และลดเวลาในการโหลด อย่างไรก็ตาม การใช้เฟรมอาจส่งผลให้ search engine bots ต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าไปอ่านเนื้อหาได้ทั่ว ตลอดทั้งเว็บไซต์ การจัดทำ site map อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้

หลีกเลี่ยงการใช้เฟรม

ถึงแม้ว่า search engines จะไม่สนใจว่า HTML code ของคุณนั้นมีข้อผิดพลาดหรือไม่ แต่หาก HTML code นั้นมี errors ต่าง ๆ อาจเป็นไปได้ว่ามีเพียงบางส่วนของเนื้อหาเว็บคุณเท่านั้น ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ search engines

คุณสามารถใช้ W3C หรือเครื่องมืออื่น ๆ ในการตรวจสอบ HTML code เพื่อหา errors ต่าง ๆ

คุณอาจต้องปรับปรุงเว็บไซต์บ้าง ทุก ๆ สามเดือน ดูว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง ตรวจสอบรายงานต่าง ๆ เป็นประจำทุกเดือนเพื่อดูการทำงานของคีย์เวิร์ดต่าง ๆ อันไหนดีแล้ว อันไหนควรปรับแก้ การตรวจสอบและปรับปรุงเว็บไซต์อยู่เสมอ จะช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่ม traffic ได้

ในแต่ละ paragraph สั้น ๆ อาจมีปุ่ม take action ให้ผู้อ่านกดลิงก์, โทรศัพท์, หรือ add Line โดยส่วนใหญ่คุณอาจต้องมีลิงก์ให้ผู้อ่านได้เลือกคลิ๊ก

  • หากคุณทำสำเร็จ CTA เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มเวลาที่ผู้อ่าน จะอยู่ในเว็บไซต์ของคุณ
  • เตรียมลิงก์ภายใน CTA จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาได้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการลิงก์ออกไปนอกเว็บไซต์

โดยค่าเริ่มต้นของเว็บไซต์นั้น URL จะอยู่ในรูปแบบของ “url/ตัวเลข” (เช่น https://yoursite.com/12345) ทำให้ยากต่อการอ่าน และยากต่อการจดจำ ให้เราเลือก URL ให้อยู่ในรูปแบบที่อ่านง่าย และเราสามารถปรับเปลี่ยนตั้งชื่อได้ตามที่เราต้องการ เช่น https://yoursite.com/how-to-eat-salad เป็นต้น

การใช้คำใน URL ที่จดจำง่ายแทนที่จะใช้ตัวเลข นอกจากจะช่วยบอกถึงเนื้อหาภายในเพจได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้ง่ายเวลาส่งลิงก์ไปให้ผู้อื่นอ่าน เพราะจะทำให้ผู้อ่าน ทราบทันทีว่าเพจนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

หน้าเพจ 404 นั้นจะแสดงออกมาให้เห็นเมื่อมีคนพิม URL ผิด หรือไม่ถูกต้อง โดยปกติหน้า 404 จะแสดงผลเป็น error แต่เราสามารถสร้างเพจ 404 เพื่อแสดงถึงแนวทางที่ผู้ชมจะปฏิบัติต่อไป

หน้า 404 ที่ดี ควรจะมีลิงก์ที่ส่งกลับไปยังหน้าหลัก หรืออาจมีสารบัญเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปยังเนื้อหาหน้าที่ได้รับความนิยมต่าง ๆ และข้อความแสดงให้ผู้อ่านทราบว่า พวกเขา เข้ามาสู่หน้าที่ไม่มีจริง หรือลิงก์เสีย

ส่วนนี้อาจอยู่ในรูปแบบได้หลายรูปแบบ หรืออาจอยู่ในรูปแบบของ hamburger menu อยู่ด้านมุมบนของหน้าเพจ ผู้ใช้สามารถคลิ๊กเพื่อดูรายการต่าง ๆ ได้ (เช่น บทความ, portfolio, เกี่ยวกับเรา, ติดต่อเรา, วิธีการชำระเงิน, และอื่น ๆ) หากคุณมีเนื้อหาไม่มากนัก และจัดเนื้อหาอยู่ในหน้าเดียว การมีส่วน site navigation เพื่อลิงก์ไปยังเนื้อหาในหน้าเพจที่ยาว ก็เป็นส่วนช่วย ให้ผู้อ่านใช้งานเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

การทำเนื้อหาให้กระชับตรงประเด็น อาจเป็นเรื่องยากที่จะทำคีย์เวิร์ดให้อยู่ในเนื้อหาที่ต้องการ แต่ยิ่งเนื้อหากระชับมากขึ้นเท่าใด ผู้อ่านยิ่งอ่านง่ายมากขึ้นนั้น

แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาทั้งหมด จะต้องสั้นไปเสียทั้งหมด หากแต่เนื้อหาควรมีข้อความอย่างน้อย 350 คำ และในบางกรณีการมีเนื้อหาอยู่ที่ 800 ถึง 2000 ก็สามารถทำอันดับได้ดีกว่า

ธีมส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้น รองรับการดูผ่านอุปกรณ์มือถือเกือบทั้งหมด แต่ในการออกแบบนั้น ต้องดูจริงบนอุปกรณ์มือถือ และวิเคราะห์ถึงความยากง่ายในมุมของผู้ใช้งาน ปัจจุบันนี้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ส่วนใหญ่กว่า 60% มาจากการค้นหาบนอุปกรณ์มือถือ และมีแนมโน้มที่สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้

ตรวจทานความถูกต้องของ HTML code

เว็บไซต์ที่ใช้ Flash หรือมี JavaScript มากมายนั้น มักจะโหลดนาน พยายามลดการใช้งานพวกนี้ลงในหน้าเพจส่วนใหญ่ และไม่ควรใช้งานเล่นวิดีโออัตโนมัติ (YouTube ก็เช่นกัน)

ลดการใช้งานปลั๊กอิน

ภาพที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูง จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้น โหลดได้ช้าลง นอกจากนี้ ยังกินความจุบนเครื่อง server ของโฮสติ้งอีกด้วย มีโปรแกรมแก้ไขภาพมากมายที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของรูปภาพ ก่อนอัพขึ้นเว็บ หรือปลั๊กอินบางตัว สามารถปรับปรุงรูปภาพได้เป็นจำนวนมากในเวลาไม่นาน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก คู่มือการปรับปรุงรูปภาพใน WordPress

ปรับปรุงคุณภาพรูปภาพ

ลดขนาด code โดยการลบช่องว่างต่าง ๆ รวมไปถึงตัวอักษรที่ไม่จำเป็น จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดได้เร็วขึ้น และสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นด้วย เราสามารถใช้ปลั๊กอิน cache ต่าง ๆ ช่วยในการลดขนาด CSS และ JavaScript code การแก้ไขด้วยตนเอง อาจทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้ตามมา หากไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ

ลดขนาด CSS และ JavaScript

การใช้ PHP ตัวล่าสุดจะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเพจได้อย่างง่าย ๆ หากแต่ต้องทำการสำรองข้อมูลก่อนอัพเดทเวอร์ชัน PHP เพื่อป้องกันความผิดพลาดและปัญหาตามมา หากคุณใช้ WordPress คุณไม่ต้องกังวลใด ๆ ในการอัพเดทเวอร์ชัน PHP สามารถทำได้ทันที

ใช้ PHP เวอร์ชันล่าสุด
ตรวจดูการ caches files ของเว็บไซต์

การที่เว็บไซต์จะโหลดได้เร็วนั้น ไฟล์ทุกชนิดที่เรียกมาแสดงบนหน้าเว็บ ควรต้องมาจากภายในโฮสติ้งเท่านั้น ไม่ควรเรียกไฟล์จากภายนอกมาแสดง และเปิดการใช้งาน cache อย่างถูกต้อง เพื่อให้ browser สามารถจดจำไฟล์ต่าง ๆ ไว้ในเครื่องผู้เยี่ยมชม ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาโหลดนาน

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับบทความนี้ ทำตามได้ไม่ยากเลย หากมีข้อสงสัยเรื่องการทำ seo ด้วยตัวเอง หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนความคิดเห็นได้ด้านล่างนี้เลยครับ

ขอขอบคุณ เรื่องการทำ seo ด้วยตัวเอง และภาพประกอบจาก Wikihow มา ณ ที่นี้ครับ

จองคอร์สเรียน LINE ICON